แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้ดอก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้ดอก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

ไม้ดอก : ซ่อนกลิ่น

ซ่อนกลิ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Polianthes tuberosa 
ชื่อวงศ์ AGAVACEAE
ชื่อสามัญ Tuberose
ชื่ออื่นๆ ซ่อนกลิ่น
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้
การขยายพันธุ์ แยกหน่อ, แบ่งหัว



ประวัติและข้อมูลทั่วไป

 
ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ล้มลุก ประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวในวงศ์เดียวกับพลับพลึง ดอกจะมีกลิ่นหอมตั้งแต่เวลาเย็นถึงตอนกลางคืน ใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ มีอายุหลายปี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


ซ่อนกลิ่นเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีลำต้นเป็นหัว อยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวจะคล้ายๆ กับหัวหอม ใบมีสีเขียวเล็กและเรียวยาวโผล่ออกมาจากพื้นดิน ใบยาวประมาณ 1-1.5 ฟุต ดอกจะชูช่อออกมาตรงกลางกอของลำต้นและมีดอกเกาะตรงก้านดอกเรียงกันเป็นแนวตาม ก้านดอก ดอกมีสีขาวยาวประมาณ 1 นิ้ว ช่อดอกหนึ่งๆ จะยาวประมาณ 2-2.5 ฟุต แต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 40-90 ดอก กลีบดอกแต่ละกลีบจะไม่เท่ากัน กว่าดอกจะบานหมดทั้งช่อใช้เวลา 5-7 วัน และมีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน

พันธุ์ที่ใช้ปลูก

•พันธุ์ดอกลา มีกลีบดอกเพียงชั้นเดียว
•พันธุ์ดอกซ้อน มีกลีบดอกซ้อนกัน





การปลูกและดูแลรักษา

ซ่อนกลิ่นเป็นไม้กลางแจ้งที่ต้องการแสงแดดจัดควรปลูกไว้กลางแจ้ง ชอบดินร่วนไม่ชอบดินเหนียวและต้องมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ที่ชอบน้ำต้องหมั่นรดน้ำให้เปียกชื้นอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ดินแห้งผากจะทำให้ซ่อนกลิ่นออกดอกไม่ดก

การขยายพันธุ์

1. การแยกหน่อ ทำได้โดยการใช้มือหรือมีดปลิดแยกหน่อออกจากกอเดิมแล้วนำไปปลูกลงแปลงได้ทันที การแยกหน่อควรแยกก่อนออกดอก วิธีการนี้จะทำได้ง่ายและได้ต้นใหม่จำนวนมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณของกอเดิมด้วย


2. การใช้หัว เป็นวิธีการที่นิยมกันมาก ทำง่าย สะดวก และเกษตรกรสามารถเก็บรักษาส่วนที่ขยายพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูต่อไปด้วย

3. การแบ่งหัว เป็นวิธีการขยายพันธุ์โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติคล้ายกับการขยายพันธุ์บอนสีโดยการแบ่งหัวให้มีตาติดอยู่กับส่วนที่ตัด แล้วนำไปปักชำ เมื่อต้นงอกและมีใบประมาณ 2-3 ใบ ก็นำไปปลูกได้ แต่เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ช้า ไม่เหมาะที่จะทำเป็นการค้า การเก็บรักษาหัวเพื่อใช้ขยายพันธุ์ในฤดูกาลต่อไป การเก็บหัวจะเก็บจากแปลงที่มีอายุเลย 3 ปีไปแล้ว เพราะซ่อนกลิ่นที่อายุมาก ผลผลิตจะลดลง จำเป็นต้องรื้อแปลงปลูกใหม่

ก่อนจะทำการเก็บหัวควรงดการให้น้ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสังเกตว่าใบเหลืองจนหมดแล้ว จึงขุดเอาหัวขึ้นมา สลัดเอาดินออกให้หมด แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ไม่ให้ถูกฝน หัวที่กองไว้ควรหมั่นกลับทุก ๆ 2-3 วัน กรณีที่เก็บนาน ๆ ควรแช่ยากันราก่อนเพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลาย


ซ่อนกลิ่นมีโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก โรคที่พบในช่วงฤดูฝน

 
1. โรค Botrytis Blight โรคนี้สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงอากาศมีความชื้นสูง โดยสังเกตเห็นจุดฉ่ำสีน้ำตาลบนดอกและใบ จากนั้นจุดนี้ก็จะยาวขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง หรือมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลปนแดงตรงกลาง ทำให้ดอกและใบที่เป็นโรคเน่าอย่างรวดเร็ว การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยไซเนบ มาเนบ เฟอร์แนบ แคบแทน หรือไดคลอร์ สัปดาห์ละครั้ง ตั้งแต่ใบยาวประมาณ 10-20 ซม. หรือฉีดก่อนระยะฝนชุก


2. โรคที่เกิดจากเชื้อ Selerotium rolfsii จะพบมากในระยะที่มีฝนตกชุก เชื้อจะกระเด็นไปเกาะตามส่วนของพืชที่อยู่บริเวณผิวดิน จึงทำให้ใบและก้านดอกเน่าหักพับลง การป้องกันได้โดยการฉีดพ่นด้วยแคปแทน ไซแนบ หรือมาเนบ สัปดาห์ละครั้ง


3. โรครากปม เกิดจากไส้เดือนฝอย ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ใบเหลืองเหี่ยวตอนกลางวันและฟื้นตอนกลางคืน เมื่อทิ้งไว้นานจะทำให้ตายได้ การป้องกันโดยใช้เมทธิลโบรไมด์ ฆ่าเชื้อในดิน การกำจัดใช้นีมากอน ฉีดรอบ ๆ ต้นพืช เพื่อทำลายไส้เดือนฝอย หรือจุ่มหัวซ่อนกลิ่นในน้ำร้อน 120 องศาฟาเรนไฮด์ เป็นเวลา 1 ชม. แล้วผึ่งให้แห้งก่อนปลูกเพื่อกำจัดไส้เดือนฝอยที่ติดมากับหัวพันธุ์


4. เพลี้ยไฟ จะเข้าทำลายก้านดอกและช่อดอก โดยจะดูดน้ำเลี้ยงแล้วทำให้ช่อดอกและก้านดอกบริเวณส่วนปลายขรุขระเป็นคลื่น ดอกไม่โตและไม่บานอีกด้วยซึ่งเกษตรกรเรียกว่า "ช่อหิน" การป้องกันกำจัด ควรฉีดยาป้องกันตั้งแต่แรกคือใช้ยาพวกอะโซดริน พาราไธออนหรือมาลาไธออน สัปดาห์ละครั้ง

 
5. เพลี้ยไฟแป้ง เป็นแมลงศัตรูอีกตัวหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อการปลูกซ่อนกลิ่นในปัจจุบันค่อนข้างมาก โดยการดูดน้ำเลี้ยง ทำให้เกิดโรคโคนเน่าตามมา การป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นด้วยยากำจัดแมลงทั่ว ๆ ไป เช่น มาลาไธออน พาราไธออน หรือ อะโซดริน สัปดาห์ละครั้ง



ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/GardenSong/Flower_11.shtml

ไม้ดอก : บานเย็น

ดอกบานเย็น


ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Mirabilis jalapa  L.

ชื่อสามัญ :   Marvel of peru , Four-o’clocks

วงศ์ :   Nyctaginaceae

ชื่ออื่น :  จันยาม  จำยาม  ตามยาม  ตีต้าเช่า (จีน)


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

บาน เย็น เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี วงศ์เดียวกับเฟื่องฟ้า เจริญเติบโต เป็นพุ่ม สูงได้ถึง 1 เมตร กิ่งเปราะใบเป็นรูปหัวใจ ปลาย แหลม มีเง้า สูง 1-1.5 ม. ลำต้นมีสีแดง มีนวลเล็กน้อย ใบรูปไข่ หรือรูปสามเหลี่ยม มีขนประปราย กว้าง 2-9 ซม. ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนตัดหรือรูปหัวใจ ก้านใบยาว 1-4 ซม. กลีบประดับรูประฆัง ติดที่ฐาน ยาว 1-1.5 ซม. ดอกเกือบไร้ก้าน มี 4-5 ดอกในแต่ละช่อ บานตอนบ่ายๆ จนถึงตอนเช้า วงกลีบสีชมพู ม่วง ขาว เหลือง หรือด่าง ยาวประมาณ 3-6 ซม. ปากกลีบมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 2.5-3 ซม. เกศรเพศผู้ 5 อัน ยื่นออกยาวประมาณ 1 ซม. ก้านเกสรสีแดง อับเรณูทรงกลม รังไข่รูปรี ก้านเกศรเพศเมียยาวเท่าๆ เกสรเพศผู้ สีแดง ปลายเกสรเป็นตุ่ม เป็นพูตื้นๆ ผลรูปกลมรี สีดำ ขนาดประมาณ ยาว 0.5-0.9 ซม. เปลือกบาง มี 5 สัน เมล็ดกลม ขนาดประมาณ 0.7 ซม. บานเย็นมีถิ่นกำเนิดในประเทศเปรู มีเขตการกระจายพันธุ์เฉพาะในทวีปอเมริกาใต้ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป โดยเฉพาะดอกสีชมพู ขนาดดอกประมาณ 1 นิ้ว มีหลายสี สีเดิมคือสีชมพูอมม่วงสดใส ทำให้คนนิยมเรียกสิ่งที่มีสีชมพูอมม่วงแบบนี้ว่าสี ดอกบานเย็น หรือสีบานเย็น บางครั้งขึ้นเป็นวัชพืช
ส่วนที่ใช้ :  ราก ใบ หัว

สรรพคุณของบานเย็น


ราก -  มี alkaloid trigonelline  ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย
ใบ -  ตำทาแก้คัน และ พอกฝี
หัว -  รับประทานจะทำให้หนังชาอยู่คงกะพันเฆี่ยนตีไม่แตกกลับทำให้รู้สึกคัน
    -   รับประทานเป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ ระงับความร้อน 
 

เมื่อดอกบานเย็นโรยจะมีผลกลมกลมคล้ายเม็ดพริกไทย ผิวขรุขระ เมื่อแก่มีสีดำ มีเมล็ด ๑ เมล็ด
เมล็ดบานเย็นมีรูปร่างค่อนข้างกลม ภายในมีแป้งสีขาวเป็นผงละเอียด ผู้หญิงไทยรู้จักใช้ผัดหน้าให้ผิวสวยและไม่เป็นสิว ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๒ เรื่อง อิเหนาตอนหนึ่งว่า

ลางนางบ้างเก็บลูกบานเย็น   มาผัดหน้าทาเล่นไม่เป็นสิว



ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=7861.0

ไม้ดอก : พุดน้ำบุศย์

พุดน้ำบุศย์

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gardenia carinata  Wall.
ตระกูล Rubiaceae
ชื่อสามัญ -

ชื่ออื่น ตะบือโก (มลายู นราธิวาส), บาแยมาเดาะ (มลายู นราธิวาส), ระนอ (มลายู ยะลา), ระไน (ยะลา), รักนา (ใต้,ภูเก็ต), รัตนา (ใต้)




ลักษณะทั่วไป พุด น้ำบุษย์ เป็นไม้พุ่มต้นเล็กหรือพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 2 - 3 เมตร แตกกิ่งต่ำ ตามข้อของลำต้น ลักษณะใบสวยงามเพราะใบมัน หน้าใบสีเขียวเข็ม หลังใบสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบสีเทา เป็นลายเห็นเด่นชัดสวยงาม เรียงใบเป็นคู่ตรงข้ามกัน ใบรูปรี กว้าง 5 เชนติเมตร ยาว 11 เซนติเมตร ลำต้นแก่สีน้ำตาล กิ่งอ่อนเป็นสีเขียวดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดสีเหลือง ความยาวของกลีบของกลีบดอก 2 เซนติเมตร มี 7 กลีบ คลายรูปช้อน ชูดอกอยู่บนก้าน ดอกบานนาน 7 วันเมื่อแรกแย้มบานมักเป็นสีออกขาวนวลส่งกลิ่นหอมมาก หอมไกล 2 - 3 เมตร เมื่อบานเข้าวันที่สองสีจะเริ่มออกเหลืองอ่อน ต่อมาค่อยๆ เหลืองเข้มจนกระทั้งเข้มจัด



ใบ ใบเรียงสลับแบบตั้งฉาก ใบ เดี่ยว รูปรี กว้าง 3-6 ซม. ยาว 8-14 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางเป็นมัน ท้องใบสีเขียวเข้ม หลังใบสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบสีขาวเห็นชัดเจนทางด้านท้องใบ เส้นใบเด่นชัดทั้งสองด้าน มีหูใบแบบ Interpetiolar stipule




ดอก ดอก เดี่ยวออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นแฉกสีเขียวอ่อน เชื่อมติดกันหุ้มรอบหลอดดอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีแสด เชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว 10-12 ซม. ปลายแยกเป็น 7-8 แฉก เมื่อดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 ซม. เกสรเพศผู้จำนวน 7 อัน ติดอยู่ระหว่างกลีบดอก เกสรเพศเมียยาวเลยหลอดดอก ดอกมีกลิ่นหอม ดอกที่เริ่มบานมีสีเหลือง บานอยู่ได้ 1-2 วัน ดอกใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม

ฤดูกาลออกดอก ออกดอกตลอดทั้งปี กลิ่นหอมตลอดวัน

การปลูกและการดูแลรักษา พุด น้ำบุษย์ปลูกได้ 2รูปแบบ คือ ปลูกลงดินกลางแจ้งยกแปลงสูง หรือปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ตั้งไว้ในที่มีแสงแดดส่องถึง หลังปลูกบำรุงดินด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ประเภทขี้วัวขี้ควายแห้งโรยกลบฝังดินรอบ โคนต้นหรือรอบขอบกระถางปลูก 15 วันครั้ง รดน้ำให้พอชุ่มทั้งเช้าและเย็น



ขอบคุณที่มา http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/plants/webcontent3/interactive_key/key/describ/pudnambu.htm
http://kitty-beutifulflower.blogspot.com/2008/09/blog-post_7164.html
http://www.fragrantfloweringplants.com/golden-gardenia-flower/

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Justin Bieber, Gold Price in India